Categories
สัตว์น้ำ

จิ้งจกน้ำ สัตว์สุดแปลกที่มีหน้าตาน่ารักจนได้รับความนิยม 

ในปัจจุบันผู้คนเริ่มหันมานิยมให้ความสนใจกับบรรดาสัตว์ที่ดูแปลกตามากขึ้นกว่าเดิม เวลาเลี้ยงสัตว์เราจึงไม่ได้เห็นเพียงแค่สุนัขหรือแมวเหมือนกับในอดีตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว และหนึ่งในสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมก็คือ จิ้งจกน้ำ นั่นเอง พวกเขาเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีรูปร่างหน้าตาน่ารักเป็นอย่างมาก เชื่อว่าหลายคนคงตกหลุมรักพวกเขาได้อย่างง่าย และสำหรับใครที่สนใจเราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับพวกเขาให้มากขึ้นกัน 

จิ้งจกน้ำ ความแตกต่างที่มาพร้อมกับความน่ารัก 

จิ้งจกน้ำ

หากพูดถึงจิ้งจกหลายคนก็อาจจะนึกถึงสัตว์เลื้อยคลานที่ไต่อยู่ตามเพดานบ้าน แต่ที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้คือจิ้งจกน้ำซึ่งแตกต่างจากจิ้งจกบ้านธรรมดาทั่วไป พวกเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในฐานะของสัตว์ EXOTIC  สุดแปลก ดังนั้นในช่วงนี้เราจึงเห็นผู้คนหันมาเลี้ยงพวกเขามากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกลุ่มเดียวกับซาลาแมนเดอร์

จิ้งจกน้ำ

ความจริงแล้วพวกเขามีชื่อเรียกต่างๆ มากมายอย่างเช่นหมาน้ำ แอกโซลรอเติล หรือปลาตีนเม็กซิโก นั่นก็เป็นเพราะว่าประเทศเม็กซิโกคือประเทศถิ่นกำเนิดของพวกเขานั่นเอง โดยพวกเขาจะอาศัยอยู่ในทะเลสาบบริเวณตอนกลางของประเทศ พวกเขาจะมีความยาวลำตัวประมาณ 30 เซนติเมตร อายุไขเฉลี่ยถึง 15 ปี

จิ้งจกน้ำ

ส่วนสีนั้นก็จะแล้วแต่สายพันธุ์มีทั้งสีชมพูอ่อนตาสีดำที่ได้รับความนิยมและดูคล้ายคลึงกับจิ้งจกบ้านมากที่สุด ลำตัวสีทองตาสีดำที่มีความเคร่งขรึมมากขึ้นกว่าเดิมแต่ก็ดูหรูหรา ตัวสีเทาตาสีดำที่ดูเท่ และตัวสีดำล้วนทั้งตัวที่ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน สาเหตุของสีที่แตกต่างกันเกิดจากการปรับตัวเพื่อการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน 

จิ้งจกน้ำ

แต่ความโดดเด่นของพวกเขาก็คือจะมีผู้อยู่บริเวณด้านหลังของศีรษะทำหน้าที่เป็นเหงือกในการหายใจ และที่สำคัญพวกเขาสามารถงอกอวัยวะใหม่มาทดแทนอวัยวะที่สูญหายหรือขาดไปได้เหมือนกับจิ้งจกอีกด้วย ไม่เฉพาะแค่แขนหรือขาแต่รวมไปถึงหัวใจและสมองอีกต่างหาก แต่ถึงจะหน้าตาน่ารักมากแค่ไหนสัตว์แปลกสายพันธุ์นี้ก็นับว่าเป็นสัตว์ที่มีความดุร้ายไม่น้อยเช่นเดียวกัน

จิ้งจกน้ำ

ดังนั้นก่อนเลี้ยงเราจึงควรศึกษาให้ดีเพราะไม่สามารถเลี้ยงกับสัตว์น้ำหรือสัตว์ชนิดอื่นได้แต่อย่างใด ส่วนอาหารพวกเขาจะกินเนื้อสัตว์อย่างเช่นปลาขนาดเล็กหรือหนอน อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมคือไม่เกิน 20 องศาเท่านั้น ดังนั้นถึงจะมีราคาถูกเพียงแค่หลักร้อยแต่ราคาในการดูแลรักษาพวกเขานั้นถือว่าไม่ถูกเสียทีเดียวแต่อย่างใด 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สัตว์บก

คาปิบารา หมามะพร้าวที่กำลังได้รับความนิยมบนโลกอินเตอร์เน็ตในขณะนี้ 

คนไทยเรานั้นเป็นคนที่ช่างเปรียบเปรยเสียเหลือเกิน บางสิ่งบางอย่างเมื่อพูดเปรียบเปรยออกมามันก็ทำให้เราเห็นภาพได้อย่างชัดเจนจนอดขำออกมาไม่ได้เช่นเดียวกัน อย่างเช่นสัตว์ที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้นั่นก็คือ คาปิบารา หรือที่คนบนโลกอินเตอร์เน็ตเรียกกันว่าหมามะพร้าวนั่นเอง ในช่วงเวลานี้พวกเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างมากบนโลกอินเตอร์เน็ตและหลายคนก็ให้ความสนใจไม่น้อย ที่สำคัญเรายังสามารถเลี้ยงพวกเขาได้อีกต่างหาก สำหรับใครที่สนใจเราจะพาทุกคนไปดูกันว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหนกันแน่ 

ทำความรู้จักกับ คาปิบารา หนูที่มีขนาดตัวใหญ่ที่สุดในโลก

คาปิบารา

คาปิบารานั้นเป็นที่รู้จักกันในฐานะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ชิลสุดใจ พวกมันใช้ชีวิตแบบไม่สนฟ้าสนฝนอะไรเลยถึงขั้นที่สามารถนอนอยู่ท่ามกลางฝูงจระเข้ได้ บางครั้งบางคราวพวกมันยังขี่จระเข้เป็นเรือไปไหนมาไหนตามแม่น้ำราวกับไม่เกรงกลัวสัตว์นักล่าประจำลุ่มแม่น้ำเลยแม้แต่นิดเดียว ถึงพวกมันจะมีขนาดตัวใหญ่กว่าสุนัขบ้านทั่วไปแต่ความเป็นจริงแล้วพวกมันเป็นสัตว์ฟันแท้จำพวกหนูที่มีขนาดตัวใหญ่ที่สุดในโลก ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนสัตว์บกแต่พวกเขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายในน้ำ

คาปิบารา

ด้วยเหตุนี้สัตว์ฟันแทะสายพันธุ์ดังกล่าวจึงวิวัฒนาการให้มีแผ่นหนังอยู่บริเวณนิ้วเพื่อที่ให้สามารถเคลื่อนที่ใต้น้ำได้สะดวกคล่องแคล่วมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ดวงตาและจมูกยังจะอยู่บริเวณด้านบนของส่วนหัวอีกด้วยช่วยให้พวกเขาสามารถมองเห็นและหายใจในระหว่างที่ว่ายน้ำได้ และพวกเขายังสามารถดำน้ำได้นานถึง 5 นาทีเลยทีเดียว พวกเขามีขนเส้นเล็กที่หยาบพอๆ กับสก๊อตไบร์ท แต่มันก็ช่วยให้ขนของพวกเขาสามารถแห้งได้อย่างรวดเร็วหลังจากขึ้นมาจากน้ำ 

คาปิบารา

พื้นที่อาศัยของพวกเขาส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณริมแม่น้ำหรือทะเลสาบภายในทุ่งหญ้า ป่าดิบชื้น รวมไปถึงป่าโปร่งสะวันนา พวกเขามักอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงโดยจำนวนสมาชิกจะมีประมาณ 10 ตัวไปจนถึง 20 ตัว จะมีตัวผู้เป็นจ่าฝูงและสมาชิกที่เหลือจะเป็นตัวเมียและลูกของพวกมัน ในขณะที่ตัวผู้ซึ่งเป็นอันดับรองลงมาในฝูงก็จะอยู่รวมฝูงเช่นเดียวกันแต่พวกเขามักจะเลือกอยู่บริเวณพื้นที่นอกวงของฝูงมากกว่าและทำหน้าที่เป็นยามคอยเตือนภัยคนในฝูงหากมีอันตรายใกล้เข้ามา

คาปิบารา

พวกเขาเป็นสัตว์กินพืชดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องล่าสัตว์แต่อย่างใดและมันก็ทำให้พวกเขาไม่ได้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ถึงแม้ว่าจะมีฟันที่ค่อนข้างแหลมคมก็ตาม ในปัจจุบันผู้คนนิยมพวกเขาเป็นอย่างมากในฐานะสัตว์ EXOTIC  เนื่องจากเราสามารถเลี้ยงพวกเขาเป็นสัตว์เลี้ยงได้อย่างถูกกฎหมาย เพียงแต่ว่าในช่วงเวลานี้ที่พวกเขาได้รับความนิยมและหาเลี้ยงค่อนข้างยากราคาก็อาจจะค่อนข้างสูงสักเล็กน้อย อายุเฉลี่ยของพวกเขาจะอยู่ที่ประมาณ 6-12 ปีเลยทีเดียวซึ่งถือว่าค่อนข้างนานกว่าสัตว์ประเภทหนูด้วยกัน นอกจากนี้ยังสามารถมีน้ำหนักได้สูงสุดถึง 70 กิโลกรัมอีกด้วย ใครคิดจะเลี้ยงพวกเขาจึงต้องเตรียมความพร้อมให้ดีและยังต้องมีพื้นที่น้ำให้พวกเขาได้เล่นเช่นเดียวกัน 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สัตว์บก

ควอกก้า สัตว์หน้ายิ้มที่มีความสุขมากที่สุดในโลก 

ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานี้คาปิบาร่าจะกลายมาเป็นดาวเด่นในโลกโซเชียล แต่ก่อนหน้านี้มีสัตว์อีกสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันนั่นก็คือ ควอกก้า นั่นเอง พวกเขาเป็นสัตว์เล็กที่มีใบหน้ายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาแถมยังมีหูทรงกลมเหมือนกับหมีตัวน้อยๆ อีกด้วย นับว่าเป็นสัตว์โลกอีกชนิดหนึ่งที่ดูแล้วรู้สึกเหมือนมีความสุขอยู่ตลอดเวลาจนทำให้หลายคนยิ้มตามออกมาได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้เราจึงจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับพวกเขากัน 

ควอกก้า สัตว์หน้ายิ้มที่หลายคนยังไม่รู้ว่าพวกเขานั้นเป็นญาติกับจิงโจ้ 

ควอกก้า

ควอกก้าเป็นสัตว์หน้ายิ้มที่หลายคนเห็นรูปแล้วก็เข้าใจผิดว่าพวกเขาเหมือนกับหมีขนาดเล็ก นั่นก็เป็นเพราะว่าพวกเขามีดวงตาที่กลมโต มีจมูกสีดำขนาดใหญ่ที่ยื่นยาวออกมาเล็กน้อย มีริมฝีปากที่ยกเหมือนยิ้มอยู่ตลอดเวลาจนแค่ได้เห็นก็รู้สึกมีความสุขตาม และที่สำคัญเลยก็คือหูทรงกลมขนาดเล็กที่เข้ากับใบหน้ายิ้มๆ ของพวกเขาได้เป็นอย่างดี

ควอกก้า

แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาเป็นญาติกับจิงโจ้และมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่าจิงโจ้แคระ นั่นก็เป็นเพราะว่าพวกเขาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและยังเป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องอีกด้วย พวกเขามีขนาดค่อนข้างเล็กโดยความยาวตั้งแต่หัวไปจนถึงหางจะอยู่ที่ประมาณ 85 เซนติเมตรเท่านั้น ตลอดทั้งร่างกายจะมีขนสีน้ำตาลปกคลุมอยู่บางๆ ทำให้ดูเหมือนจะนุ่มแต่ความจริงแล้วเป็นคนที่ค่อนข้างหยาบเลยทีเดียว 

ควอกก้า

มีการค้นพบครั้งแรกโดยชาวยุโรปตั้งแต่ในปี 1658 คำอธิบายแรกก็คือพวกเขาคล้ายกับตัวชะมดแต่มีขนสีน้ำตาล จนกระทั่งในปี 1696 ก็มีผู้ค้นพบพวกเขาอีกครั้งและนำเอาชื่อพวกเขาไปตั้งชื่อเกาะบนออสเตรเลีย แต่ความจริงแล้วพวกเขาอยู่บนเกาะบอลด์และพื้นที่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของทางออสเตรเลียต่างหาก พวกเขาเป็นสัตว์กินพืชที่จะกินใบไม้และหญ้าเป็นส่วนใหญ่

ควอกก้า

ดังนั้นจึงสามารถพบได้ทั่วไปในบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำและมีต้นไม้หนาแน่น พวกเขาสามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดีและอยู่ได้โดยที่ไม่มีน้ำและอาหารเป็นระยะเวลายาวนาน แต่น่าเสียดายที่ในช่วง 10 ปีให้หลังมานี้ประชากรของพวกเขากลับลดลงเนื่องจากแหล่งอาหารของพวกเขาน้อยลงไปด้วย ดังนั้นหากเรายังคงต้องการจะเห็นพวกเขาสร้างความน่ารักและความสุขอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปก็ต้องหันมาใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมกันให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อที่พวกเขานั้นจะได้มีรอยยิ้มให้เราได้เห็นบ้างผ่านทางโลกอินเตอร์เน็ตในช่วงเวลาที่เลวร้าย 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สัตว์เลื้อยคลาน

งูทับสมิงคลา เจอที่ไหนรีบออกห่างให้ไว

งูในประเทศไทยของเรานั้นมีอันตรายไม่แพ้กับงูในต่างประเทศเลยแม้แต่น้อย มันจึงไม่น่าแปลกใจที่หากคุณลองสุ่มถามใครสักคนว่าสัตว์ที่พวกเขากลัวมากที่สุดคืออะไรแล้วเราจะได้คำตอบกลับมาว่าเป็นงู อย่างเช่นงูที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้นั่นก็คือ งูทับสมิงคลา พวกเขาเป็น สัตว์มีพิษ ที่อันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว ดังนั้นหากไปเจอพวกเขาที่ไหนเราจึงต้องพยายามรีบออกห่างให้ไว สำหรับใครที่สนใจเราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับพวกเขาให้มากขึ้นกัน 

ทำความรู้จักกับ งูทับสมิงคลา งูที่อันตรายถึงชีวิต 

งูทับสมิงคลา

งูทับสมิงคลาที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้เป็นงูที่มีขนาดตัวค่อนข้างใหญ่ไม่น้อยเลยทีเดียว พวกเขานั้นสามารถมีความยาวได้สูงสุดมากกว่า 1 เมตร มันจึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะรู้สึกหวาดกลัวพวกเขาเมื่อได้เห็นตั้งแต่ครั้งแรก เราสามารถสังเกตเห็นว่าเป็น งูพิษ สายพันธุ์นี้ได้อย่างชัดเจนจากหัวที่มีความยาวและแบนเป็นพิเศษ

งูทับสมิงคลา

บริเวณหัวนั้นจะมีความกว้างที่ใกล้เคียงกับลำ ดวงตาพวกเขามีขนาดค่อนข้างเล็ก บริเวณตรงกลางจะเป็นสันรูปทรงสามเหลี่ยมขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ยังคงสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน มีหางสั้นและบริเวณปลายหางจะเรียวเป็นพิเศษ ทั่วลำตัวจะมีเกล็ดปกคลุมอยู่ขนาดไม่ค่อยใหญ่สักเท่าไหร่ ยกเว้นแต่เกรดบนหัวที่จะเป็นแผ่นกว้างและมีผิวเรียบ และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับงูสายพันธุ์นี้ก็คือสีสันและลวดลายของพวกเขาที่เหมือนกับม้าลายแบบแทบจะไม่มีผิดเพี้ยนนั่นก็คือสีดำสลับขาวนั่นเอง

งูทับสมิงคลา

ถึงแม้ว่าสีสันของพวกเขาจะดูเหมือนกับม้าลายที่น่ารักแต่อย่าเพิ่งเข้าไปชื่นชมพวกเขาใกล้ๆ เพราะพวกเขาเป็น งูมีพิษ ต่อระบบประสาท พิษของพวกเขานั้นจะเป็นโมเลกุลขนาดเล็กทำให้มันสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วเข้าไปตามกระแสเลือดของพวกเรา เมื่อถูกกัดจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง พูดไม่ชัด หนังตาตก และทำให้หายใจไม่สะดวกจนถึงแก่ชีวิตในที่สุด 

งูทับสมิงคลา

งูอันตราย มักอาศัยอยู่ตามเนินเขาและที่ราบลุ่ม รวมไปถึงบริเวณที่เพาะปลูกทั้งหลายใกล้แหล่งน้ำลำห้วย กระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทยของเราที่สามารถพบได้ในทุกภาค พวกเขาเป็นสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืนบริเวณใกล้กับแหล่งน้ำที่มีความชุ่มชื้น แต่ในช่วงเวลากลางวันมักจะหลบซ่อนตัวอยู่ภายในโพรงหรือใต้ขอนไม้

งูทับสมิงคลา

พวกเขากินอาหารเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ขนาดเล็กอย่างเช่นจิ้งจก ตุ๊กแก และงูด้วยกัน นอกจากนี้ยังกินสัตว์สะเทือนน้ำสะเทือนบกอีกด้วย พวกเขามีนิสัยที่ค่อนข้างดุร้ายไม่น้อยดังนั้นหากเจอพวกเขาให้รีบตั้งสติและพยายามถอยห่างจากพวกเขาให้ได้มากที่สุด อย่าพยายามจับพวกเขาเองและโทรให้กู้ภัยมาจัดการพวกเขาจะดีที่สุด 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สัตว์เลื้อยคลาน

จระเข้เคย์แมน สัตว์ที่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม 

ในบรรดาสัตว์ป่าทั้งหลายที่เต็มไปด้วยความน่ากลัวนั้นมีอยู่หนึ่งสายพันธุ์ที่เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีนั่นก็คือจระเข้นั่นเอง เรารู้จักพวกเขาในฐานะของ สัตว์นักล่า ที่มาพร้อมกับกรามที่แข็งแรง เขี้ยวที่คม วิธีการล่าเหยื่อที่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง สำหรับมนุษย์อย่างเราแล้วหากเดินป่าหรือแม้แต่เล่นน้ำคงไม่อยากจะเจอพวกเขาอย่างแน่นอน แต่ความเป็นจริงแล้วพวกเขานั้นมีหลากหลายสายพันธุ์และแต่ละสายพันธุ์ก็จะมีลักษณะภายนอกที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้ก็คือ จระเข้เคย์แมน นั่นเอง สำหรับใครที่สนใจไปดูกันเลย 

ทำความรู้จักกับ จระเข้เคย์แมน จระเข้ที่มีความเท่ไม่แพ้ใคร 

จระเข้เคย์แมน

จระเข้เคย์แมนที่เราจะพาทุกคนมาแนะนำกันในวันนี้เป็น สัตว์เลื้อยคลาน ขนาดกลาง ความยาวลำตัวของพวกเขาเมื่อโตเต็มวัยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 เมตรไปจนถึง 2.1 เมตรเลยทีเดียว ส่วนความยาวสูงสุดที่เคยพบสำหรับสัตว์สายพันธุ์นี้ก็คือ 3 เมตร ตัวเมียนั้นจะมีขนาดลำตัวที่เล็กกว่าตัวผู้ พวกเขามีเกล็ดหนาปกคลุมทั่วลำตัวสีน้ำตาลไหม้สลับกับสีเหลือง

จระเข้เคย์แมน

มีจมูกและปากที่ยื่นยาวออกมาแต่เราจะไม่สามารถมองเห็นขากรรไกรของพวกเขาได้อย่างชัดเจนสักเท่าไหร่ ดวงตากลมโตสีเหลืองและมีตาดำเป็นทรงวงรีเหมือนกับงูทำให้พวกเขาดูน่ากลัวและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน เมื่อตัวโตเต็มวัยพวกเขาจะมีสีที่เหลืองมากขึ้นกว่าเดิมแถมยังมีลายจุดให้เราได้เห็นอีกด้วย เราจะสามารถแยกพวกเขาออกจากจระเข้สายพันธุ์อื่นได้จากกระดูกบริเวณใต้เบ้าตาที่จะนูนเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด 

จระเข้เคย์แมน

พวกเขานั้นมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง อเมริกาใต้รวมไปถึงทะเลแคริบเบียนในบางพื้นที่ ดังนั้นประเทศไทยของเราสามารถสบายใจได้เลยว่าเราจะไม่ได้เห็นพวกเขาในธรรมชาติอย่างแน่นอน อาหารของพวกเขานั้นจะเป็น สัตว์น้ำ ไม่ว่าจะเป็นปลา หอยทาก หรือแม้แต่แมลง พวกเขานั้นเป็น จระเข้น้ำจืด จึงมักจะพบเจอได้ตามแหล่งน้ำทั่วไปในธรรมชาติอย่างเช่นแม่น้ำ ลำธาร บ่อน้ำ หรือบริเวณที่มีน้ำกร่อย

จระเข้เคย์แมน

ในปัจจุบันพวกเขานั้นถูกจัดเป็นสิ่งมีชีวิตความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ในสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิต โดยจัดอยู่ในอนุสัญญาไซเตสบัญชีหมายเลข 1 และ 2 ดังนั้นเราจึงสามารถเห็นพวกเขาได้เช่นเดียวกันเวลาไปตามสถานที่จัดแสดงสัตว์ทั้งหลาย หากเราอยากจะลองพบพวกเขาตัวจริงดูสักครั้งก็สามารถลองไปหาพวกเขาตาม สวนสัตว์ ดูได้ 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สัตว์เลื้อยคลาน

งูกะปะ งูอันตรายที่กระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศไทย 

งูนั้นเป็นสัตว์ที่หลายคนรู้สึกหวาดกลัวแต่ความเป็นจริงแล้วก็มีทั้งสายพันธุ์ที่ไม่มีพิษแถมยังขี้อาย และสายพันธุ์ที่นอกจากจะมีพิษอันตรายแล้วยังดุเป็นอย่างมากอีกด้วย อย่างเช่นที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้นั่นก็คือ งูกะปะ นั่นเอง

พวกเขาเป็น งูมีพิษ ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นในเขตภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมไปถึงภาคใต้ การเรียนรู้เกี่ยวกับ งูไทย นั้นจะช่วยให้คุณสามารถแยกได้ว่างูสายพันธุ์ไหนมีพิษและไม่มีพิษและยังช่วยให้คุณสามารถเอาตัวรอดจากอันตรายเหล่านี้ได้อีกด้วย เราจึงจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับพวกเขาให้มากขึ้นกัน 

ทำความรู้จักกับ งูกะปะ งูตัวร้ายที่อันตรายถึงชีวิต

งูกะปะ

งูกะปะเป็นงูที่อาศัยอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะในประเทศไทยของเรา ดังนั้นจึงเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นพวกเขาด้วยตาของตัวเองมาแล้ว พวกเขานั้นมีความยาวเมื่อโตเต็มที่อยู่ที่ประมาณ 1 เมตร ถือว่าเป็นงูที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ เราสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นพวกเขาจากหัวที่เป็นทรงสามเหลี่ยม มีลำคอเล็ก แต่ลำตัวจะอ้วนท้วม มีหางที่เรียวสั้น

งูกะปะ

ด้านหลังจะเป็นเหลี่ยมขึ้นมาคล้ายกับทรงหลังคาบ้าน ลำตัวนั้นมีตั้งแต่สีเทาน้ำตาลไปจนถึงสีเทาออกชมพู มีลวดลายเป็นสีน้ำตาลเข้มทรงสามเหลี่ยมบริเวณด้านหลังตลอดทั้งตัว พวกเขามีเกร็ดขนาดค่อนข้างใหญ่ และจะงอยปากพวกเขามักจะเชิดขึ้นด้านบน พวกเขาออกหากินในช่วงเวลาตั้งแต่พลบค่ำไปจนถึงกลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ฝนตกเพราะอากาศมีความชื้นสูง พวกเขามี พิษอันตราย และรุนแรงเป็นอย่างมากโดยเฉพาะต่อระบบเลือด ถูกจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับงูแมวเซา 

งูกะปะ

ดังนั้นหากเราเห็นพวกเขาขอแนะนำให้พยายามถอยห่างเอาไว้ให้ดี หากเป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นดินปนทรายและมีเศษซากไม้หรือใบไม้ทับถมกันอยู่เนื่องจากเป็นบริเวณที่พวกเขาชอบอยู่อาศัย มันเป็นบริเวณที่พวกเขาสามารถหลบซ่อนตัวได้ดี นอกจากนี้ยังมักจะซ่อนตัวอยู่ในสวนปาล์มน้ำมันรวมไปถึงสวนยางพาราอีกด้วย

งูกะปะ

พวกเขานั้นค่อนข้างเชื่องช้าและเวลาตกใจจะขดตัวนิ่ง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ งูกัด นั้นสามารถทำได้อย่างรวดเร็วจนคุณมองแทบไม่ทัน พวกเขานั้นกินสัตว์ขนาดเล็กอย่างเช่นนก หนู หรือ สัตว์เลื้อยคลาน สามารถออกไข่ได้ถึงครั้งละ 20 ฟอง เมื่อถูกกัดจะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดของเราถูกโจมตี บริเวณผิวหนังจะมีเลือดออกเป็นรอยสีคล้ำ มีเลือดออกตามอวัยวะและไรฟัน หลังจากนั้นจะความดันโลหิตต่ำจนเสียชีวิตในที่สุด อาการเจ็บปวดนั้นมีค่อนข้างน้อย แต่หลังจากถูกกัดครบ 1 ชั่วโมงบริเวณที่ถูกกัดจะมีเลือดไหลออกมาตลอดเวลา แขนขาจะบวมและมีสีคล้ำ ผิวหนังจะพองเป็นตุ่มน้ำใส หากไม่ได้รับการรักษาก็จะเกิดอาการเน่าตามมาในไม่กี่วัน 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สัตว์บก

โคอาล่า สัตว์ตัวเล็กสุดน่ารักที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

บนโลกใบนี้มีสัตว์หลากหลายชนิดที่ถูกเรียกด้วยชื่อผิดๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปลาโลมาที่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ปลา หรือจะหมี โคอาล่า ที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้ความเป็นจริงแล้วก็ไม่ใช่หมีแต่อย่างใด พวกเขาเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่มีหน้าตาและรูปร่างน่ารักเป็นอย่างมาก

โคอาล่า

จนเชื่อว่าหลายคนคงกังวลไม่น้อยว่าเวลาอยู่ตามธรรมชาติพวกเขาจะสามารถเอาชีวิตรอดท่ามกลางความโหดร้ายได้อย่างไร และมันก็เป็นอย่างที่หลายคนกังวลเพราะพวกเขามีความ เสี่ยงสูญพันธุ์ ไม่น้อยเลยทีเดียว เราจึงจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับพวกเขาให้มากขึ้นกัน 

ทำความรู้จักกับ โคอาล่า สัตว์ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นหมี

โคอาล่า

โคอาล่าเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นหมีเพราะเรามักเรียกชื่อพวกเขาต่อหลังคำว่าหมีนั่นเอง แต่ความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่ใช่หมีแถมยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกที่มีกระเป๋าหน้าท้องอีกด้วย พวกเขาถูกจัดอยู่ในจำพวกเดียวกับพอสซัม ตัวเมียนั้นจะมีกระเป๋าหน้าท้องเอาไว้ให้ลูกที่เพิ่งคลอดอาศัยอยู่

โคอาล่า

ย้อนกลับไปในปี 1798 ได้มีการบันทึกว่าค้นพบ สัตว์น่ารัก ชนิดดังกล่าวเป็นครั้งแรกโดยนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง หลังจากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นที่รู้จักและคนทั้งโลกก็ได้ชื่นชมความน่ารักของพวกเขามากขึ้นกว่าเดิม ความแปลกของสัตว์ชนิดนี้ก็คือพวกเขานั้นไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำเลยแม้แต่น้อย พวกเขาสามารถกินใบยูคาลิปตัสและนำน้ำจากใบไม้มาใช้หล่อเลี้ยงร่างกายได้อย่างเพียงพอ

โคอาล่า

ด้วยเหตุนี้มันจึงช่วยพวกเขาไม่จำเป็นต้องลงมาจากต้นไม้เพื่อเผชิญหน้ากับอันตรายในธรรมชาติแต่อย่างใด พวกเขานั้นสามารถมีส่วนสูงได้สูงสุดถึง 78 เซนติเมตรและน้ำหนักตัวมากสุดประมาณ 12 กิโลกรัมในขณะที่ตัวเมียนั้นจะมีความสูงและน้ำหนักที่น้อยกว่า ลักษณะภายนอกของพวกเขานั้นจะแตกต่างกันตามถิ่นที่อยู่ อย่างเช่นหากอาศัยอยู่ทางตอนใต้ก็จะทำให้พวกเขามีขนหนาเหมือนกับขนของแกะ

โคอาล่า

แต่หากเป็นพวกที่อยู่ทางตอนเหนือก็จะมีขนที่สั้นกว่า ถิ่นอาศัยของพวกเขานั้นจะเป็นป่าที่มีต้นยูคาลิปตัสอย่างเช่นในรัฐ NEW SOUTH WELL VICTORIA SOUTH AUSTRALIA หรือ QUEENSLAND ศัตรูที่สำคัญมากที่สุดสำหรับพวกเขาในธรรมชาตินั้นไม่ใช่ สัตว์ป่า ด้วยกันแต่เป็นมนุษย์ที่ต้องการล่าพวกเขาเพื่อเอาขนจนทำให้พวกเขาเกือบสูญพันธุ์ในปี 1963 และทำให้มีกฎหมายห้ามล่าพวกเขาตามมา แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายควบคุมพฤติกรรมมนุษย์พวกเขาก็ยังคงถูกคุกคามจากไฟป่าอยู่ดี 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สัตว์บก

สลอธ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีเสน่ห์เป็นความเชื่องช้า

หากพูดถึงสัตว์ที่มีความเชื่องช้าที่สุดในโลก หลายคนก็คงจะนึกถึง สลอธ อย่างแน่นอน สล็อธ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดอยู่ในสัตว์ประเภทเดียวกันกับตัวนิ่มและนางอาย มีขนาดพอดีไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป

โดยมีขนาดตัวประมาณ 23 นิ้วและมีน้ำหนักราว 4 กิโลกรัม เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวได้แก่ความเชื่องช้า อาจเป็นเสน่ห์ที่ฟังแล้วแปลก แต่ความเชื่องช้านี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์ชนิดนี้มาอย่างยาวนาน

สลอธ มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ

สลอธ

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีความเชื่องช้าที่สุดในโลกนี้มีถิ่นกำเนิดจากบริเวณทวีปอเมริกาเหนือ ปัจจุบัน สามารถพบ สลอธ ได้มากในเขตป่าฝนร้อนชื้นของอเมริกากลางและอเมริกาใต้

สลอธ

โดยที่พบได้ในปัจจุบันมีทั้งหมด 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สลอธ 2 นิ้ว และ สลอธ 3 นิ้ว ถึงแม้ว่าจะพบได้ไม่ยากนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สลอธ จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ใกล้สูญพันธ์ ลักษณะนิสัยของสลอธคือ จะชอบห้อยตัวอยู่บนต้นไม้สูง และกิจกรรมทุกอย่างที่มันทำก็ทำบนต้นไม้ทั้งสิ้น

แม้แต่ตอนมันตายก็ยังห้อยโหนอยู่บนต้นไม้ สลอธ เป็นสัตว์ที่รักความส่วนตัว ไม่ชอบเข้าสังคมชีวิตของวันในแต่ละวันจะหมดไปกับการนอน โดยจะใช้เวลานอนมากถึง 15 ถึง 20 ชั่วโมงต่อวัน

สลอธ

หลายคนคงแปลกใจว่าสัตว์ชนิดนี้มีการเข้าสังคมอย่างไร หากสัตว์ชนิดอื่นการเข้าสังคมหมายถึงการที่ช่วยกันหาอาหาร การเข้าสังคมของสัตว์ที่รักการนอนอย่างสลอธก็คงจะเป็น การที่พวกมันได้นอนรวมตัวกันอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกันเท่านั้นเอง

ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่ากิจกรรมทุกอย่างของสลอธ ล้วนแล้วแต่ทำบนต้นไม้ทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่การผสมพันธุ์และการคลอดลูก เป็นปกติของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ที่สามารถมีลูกได้แค่ครั้งละตัว

สลอธ

โดยจะตั้งครรภ์ห้าถึงหกเดือน มาถึงอาหารการกิน สลอธ กินใบไม้และผลไม้เป็นอาหารหลัก เนื่องจากพวกมันอาศัยอยู่บนต้นไม้ทำให้การล่าสัตว์หรือการออกไปหาพันธุ์พืชก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ส่วนน้ำที่พวกมันกินจะเป็นน้ำที่ได้มาจากพืชชุมน้ำ

โดยมีข้อมูลว่าพืชที่ตัวสลอธชอบกิน เป็นพืชที่ไม่ค่อยมีสารอาหารครบถ้วนเท่าไหร่นัก นี่อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกมันเคลื่อนที่ช้า จนได้รับฉายาว่าเป็นสัตว์ที่เชื่องช้าที่สุดในโลก

สล็อธ ความสวยงามของความขี้เกียจ

สลอธ

หลายคนมองว่า สลอธ เป็นสัตว์ที่ขี้เกียจที่สุดในโลก วันๆ อยู่แต่บนต้นไม้ไม่ออกหากินเหมือนสัตว์ชนิดอื่น แต่ความเชื่องช้าและความขี้เกียจนี้ถือเป็นเสน่ห์อันสวยงามของสลอธ เพราะ สลอธ ไม่เคยทำร้ายใคร แม้ว่ามันอาจจะไม่สร้างประโยชน์ให้กับระบบนิเวศมากมายนัก

ในทางกลับกันมันก็ไม่เคยสร้างปัญหาให้กับเพื่อนร่วมโลก อีกทั้งยังสร้างสีสัน เป็นสัตว์ที่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสัตว์ชนิดอื่น และถึงแม้ว่าหลายคนมองว่ามันเป็นสัตว์ที่มีความอ่อนแอ

แต่กรงเล็บของมันมีความแข็งแรงทำให้สามารถห้อยตัวอยู่บนต้นไม้ได้อย่างสบาย ถือเป็นความสวยงามของสัตว์โลกอีกหนึ่งชนิด ที่หากสูญหายไปก็จะทำให้สีสันของผืนป่าหายไปเช่นเดียวกัน

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สัตว์น้ำ สัตว์น้ำเค็ม

เรื่องเล่าของฉลาม สัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่มีความหลากหลายของรูปทรง 

เรื่องเล่าของฉลาม เมื่อเอ่ยถึงฉลาม คนทั่วไปมีภาพของฉลามในใจว่ามันเป็นสัตว์ทะเลที่ดุร้าย น่ากลัว แต่ในโลกของความจริงคนเราถูกสุนัขกัดบ่อยกว่าฉลามหลายหมื่นหลายแสนเท่า ส่วนเสือในป่านั้นก็ร้ายกว่าฉลามในทะเลราว ๒๐ เท่า สถิติคนที่ถูกฉลามกัดตายในแต่ละปีประมาณ ๒๕ คน ถึงแม้สถิติการถูกฉลามงาบในแต่ละประเทศจะไม่ปรากฏ แต่ในอเมริกาได้มีการสำรวจพบว่าในปี ๒๕๔๑ คนถูกฉลามโจมตี ๕๔ ครั้ง ในปี ๒๕๔๒ มี ๕๘ ครั้ง และปี ๒๕๔๓ มี ๗๙ ครั้ง

เรื่องเล่าของฉลาม

สาเหตุที่คนถูกฉลามรังแกมากขึ้นเพราะทะเลมีคนลงเล่นน้ำมากขึ้น เวลาคนไปว่ายน้ำในบริเวณที่มันอาศัยอยู่ และในขณะนั้นมันหิว มันก็อาจนึกผิดคิดว่าคนเป็นปลาน่ากิน แต่เมื่อฟันที่แหลมคมของมันกระทบเนื้อคนมันก็รู้ทันทีว่า นั่นไม่ใช่เหยื่อที่มันต้องการ มันจึงคายแล้วว่ายน้ำหนี ทิ้งคนให้มีบาดแผลเหวอะหวะเรียบร้อย แต่สำหรับฉลามที่ดุร้าย มันใช้วิธีว่ายน้ำเข้าชนเหยื่อและอ้าปากกัดแล้วกัดอีก มีผลให้เหยื่อเสียเลือดมากจนตาย

เรื่องเล่าของฉลาม  นับว่าเป็นปลากระดูกอ่อน ที่มีความหลากหลายสูงมาก และมีขนาดใหญ่อีกด้วย

เรื่องเล่าของฉลาม

ทั่วโลกมีฉลามมากกว่า 500 ชนิด แบ่งได้เป็น 8 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะทางกายภาพ ฉลามมีความหลากหลายของรูปทรง สีสัน และขนาด มีตั้งแต่ฉลามวาฬที่เป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตัวใหญ่ที่สุดมีรายงานว่ามีความยาวถึง 20 เมตร หนักถึง 42 ตันจากไต้หวัน แลถปลาฉลามหายากมากในกลุ่มปลาฉลามหลังหนาม ที่โตเต็มที่มีความยาวไม่ถึง 20 เซนติเมตร พบเฉพาะแถบอเมริกากลาง

เรื่องเล่าของฉลาม

ฉลามแต่ละชนิดยังมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันไป และพบได้ในทุกมหาสมุทรทั่วโลก แม้แต่ในแม่น้ำ ลำคลอง ปากแม่น้ำ ป่าชายเลน บางชนิดอาศัยเฉพาะในน้ำเย็น บางชนิดชอบอาศัยในน้ำอุ่น บางตัวเดินทางท่องไปทั่วโลก แต่บางตัวก็อาศัยอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่ตัวเองเกิด

เรื่องเล่าของฉลาม

และในส่วนของลักษณะเฉพาะทางชีววิทยาของฉลามที่แตกต่างจากปลากลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่ คือพวกมันโตช้า กว่าจะเจริญเติบโตจนเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์อาจต้องใช้หลายปี ฉลามหัวบาตรใช้เวลา 15-20 ปีกว่าจะพร้อมผสมพันธุ์ และออกลูกคราวละไม่กี่ตัว ฉลามหัวบาตรออกลูกคราวละ 6-8 ตัวเท่านั้นและใช้เวลาอุ้มท้อง 10-11 เดือน ยาวนานกว่าคนเสียอีก

เรื่องเล่าของฉลาม

เรื่องเล่าของ ฉลาม นับว่าเป็นสัตว์ทะเลที่มีขนาดใหญ่ และเป็นที่เลื่องลือกันว่ามีฟันแหลมคมเป็นอาวุธประจำตัว และฉลามแต่ละชนิดยังมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สัตว์ปีก

เรื่องของไก่ สัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่ เราสามารถบริโภคได้ไก่ และใข่ของมัน

ทุกคนอาจจะทราบ เรื่องของไก่ กันดีอยู่แล้วว่า ทุกวันนี้คนทั่วโลกนิยมเลี้ยงไก่เป็นอาหาร จนจำนวนไก่ในโลกมีมากกว่าสุนัข แมว วัว และหมู รวมกัน ทุกปีเรากินเนื้อไก่ประมาณ 100 ล้านตัน และบริโภคไข่ ประมาณ 1 ล้านล้านฟอง ความนิยมในการเลี้ยงเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเกษตรกรได้พบวิธีเลี้ยงไก่เพื่อกินเนื้อในเวลารวดเร็ว โดยเอาอาหารที่มีคุณภาพให้มันกิน เพื่อให้เติบโตเร็ว และให้เนื้อที่อ่อนนุ่ม แม้แต่ในจีน ซึ่งผู้คนนิยมบริโภคเนื้อหมู แต่เนื้อไก่ก็กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นตลอดเวลา ส่วนคนเม็กซิกันกินไข่คนละประมาณปีละ 330 ฟอง เมื่อ 10 ปีก่อนที่เกิดวิกฤตการณ์ไข้หวัดนก ไก่จำนวนมากถูกฆ่า ชาวเม็กซิกันก็ได้ออกมาประท้วง เพราะค่าครองชีพสูงขึ้นมาก

เรื่องของไก่

ส่วนในอิหร่านเวลาราคาเนื้อไก่มีราคาแพง ทางการจะห้ามไม่ให้บริษัทโทรทัศน์ถ่ายทอดรายการที่มีคนกินไก่ เพราะเกรงว่าสังคมจะมีความขัดแย้งเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านฐานะ ใน Saudi Arabia คนเลี้ยงไก่จะได้รับเงินสนับสนุนจากทางการบ้างบางส่วนเพื่อควบคุมราคาเนื้อไก่ไม่ให้สูง และให้ประชากรทั่วไป ได้บริโภคไก่อย่างทั่วถึงนอกจากจะใช้เป็นอาหารแล้ว คุณประโยชน์ของไก่ด้านอื่นๆ ก็มีอีกมาก เช่น เป็นสัตว์เลี้ยงที่สืบพันธุ์ได้เร็ว นักชีววิทยาจึงสามารถติดตามดูวิวัฒนาการของไก่ได้โดยใช้เวลาไม่นาน ยิ่งตัวอ่อนของไก่กับทารกในควรรภ์มารดาต่างก็มีพัฒนาการของอวัยวะในตัวที่คล้ายคลึงกันการศึกษาตัวอ่อนของไก่ จึงช่วยให้นักสรีรวิทยารู้ขั้นตอนการถือกำเนิดของอวัยวะแขนและขาในคนด้วย หรือเวลาแพทย์ต้องการวิเคราะห์โรคทางพันธุ์กรรมบางชนิด เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนเพลีย (muscular dystrophy) หรือโรคลมชัก (epilepsy) แพทย์นิยมใช้ไก่เป็นสัตว์ทดลอง 

เรื่อง ของ ไก่

เรื่องของไก่ปัจจุบันนี้ เราทุกคนนำไก่มาเพื่อบริโภค ไก่ นับได้ว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องด้วย ไก่ เป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยมีมูลค่าการส่งออกไม่ต่ำกว่าปีละหลายร้อยล้านบาท จนสามารถทำให้เจ้าของธุรกิจ กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีติดอันดับได้เลยทีเดียว

อ่านบทความอื่นๆ: