Categories
ความรู้ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

เต่าญี่ปุ่น เต่าที่มีแก้มสีแดงทำให้หลายคนหลงรักเมื่อพบเจอ

เต่าชนิดนี้เป็นสัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าเดินช้าที่สุด นับเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกหลายสิบปีมาแล้ว ซึ่งที่จริงแล้ว เต่าญี่ปุ่น เป็นเต่าแถบประเทศอเมริกา เหตุที่ชื่อ เต่าญี่ปุ่นเพราะในประเทศไทย มีพ่อค้าชาวญี่ปุ่นคนแรกที่นำเต่าชนิดนี้ออกมาจัดจำหน่ายในประเทศ จึงเรียกกันติดปากว่าเต่าญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันประเทศไทยเราสามารถมีฟาร์มเพาะพันธุ์เต่าชนิดนี้อย่างแพร่หลาย และยังมีสีใหม่ๆออกมาให้เห็น เช่น เต่าญี่ปุ่นสีเผือกกระดองเหลือง ตัวสีขาว หรือจะเป็นสีพาสเทลที่หายาก และมีความสวยละลานตาอีกมาก จากผลสำรวจพบว่าทำให้ผู้คนในประเทศแห่กันนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงเป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเต่าญี่ปุ่นจัดเป็นชนิดย่อยของเต่าแก้มแดง มีถิ่นกำเนิดอยู่พื้นที่ชุ่มน้ำ 

เต่าญี่ปุ่น สัตว์ที่ผู้คนมากมายยกให้เป็นสัตว์นำโชค

เต่าญี่ปุ่น
  • เป็นเต่าที่เลี้ยงไว้เพื่อความเพลิดเพลินใจ จัดเป็นเต่าที่เลี้ยงง่ายเนื่องจากเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีความน่ารัก ในการเลี้ยงจึงจำเป็นต้องมีพื้นที่แห้ง เผื่อว่ามันจะขึ้นมาผึ่งตัวบนบก ถ้าขนาดยังเล็กก็จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำทุกอาทิตย์ แต่ถ้ายิ่งเต่าตัวใหญ่มากเท่าไรก็ต้องเปลียนปล่อยมาเท่านั้น เพื่อจะไม่ให้สิ่งปฏิกูลของเสียได้หมักหมมค้างอยู่ในน้ำ ไม่อย่างนั้นแล้วเต่าอาจไม่กินอาหาร และมีอาการป่วยตามมา เนื่องจากเต่าญี่ปุ่นเป็นสัตว์เลือดเย็น จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ ที่แสงแดดเข้าถึง เพื่อให้เค้าได้ออกไปผึ่งแดดเผื่อรับวิตามิน และกระตุ้นระบบการทำงานในร่างกาย
เต่าญี่ปุ่น

เต่าญี่ปุ่นเป็นสัตว์กินไม่เลือก กินทั้งพืช และสัตว์ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำอาหารเต่าชนิดเม็ด นำเข้ามาจำหน่ายมากมาย เพื่อสะดวกสบายในการเลี้ยงมากขึ้น แต่ข้อเสียคือมีราคาที่แพง ซึ่งถ้าเต่าขนาดเล็กก็ยังกินไม่เยอะ แต่ถ้าเต่ามีขนาดโตขึ้น ก็อาจจะกินสลับกับผักบุ้งซึ่งเป็นอาหารหลัก และอาหารเม็ดเป็นอาหารเสริมก็ได้ 

เต่าญี่ปุ่น

ลักษณะของเต่าแรกเกิดจะมีกระดองเป็นสีเขียว เมื่อโตขึ้นสีจะเข้มออกคล้ำ เท้าทั้ง 4ข้าง มีผังผืด ที่ใช้ในการว่ายน้ำ เมื่อมีอายุถึง 2 ปี ก็เข้าสู่วัยผสมพันธุ์ และมักมีการผสมพันธุ์กันในน้ำ ระหว่างเดือนมีนาคม – มิถุนายน จากนั้นตัวเมียก็จะขึ้นมาวางไข่บนบก ใช้เวลาในการฟักเป็นตัวราว 60-75วัน สามารถมีชีวิตอายุยืนยาวที่สุด มีอายุขัยประมาณ 50-60ปี จึงทำให้จากเต่าน่ารักแรกเกิดที่นำมาเลี้ยง เมื่อเติบใหญ่จะมีขนาดตัวถึง 1ฟุต และไม่น่ารักเหมือนเดิม เลยกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่นกัน เนื่องจากเจ้าของอาจนำไปปล่อยในแหล่งน้ำเพื่อกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งเต่าญี่ปุ่นจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างดี ทำให้มีการแพร่ขยายพันธุ์ และแย่งอาหารกับเต่าเจ้าถิ่น ที่อยู่ในพื้นเมืองของไทยอีกด้วย

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย:

https://gclubspecial168.com เว็บไซต์พนันออนไลน์ที่เปิดให้บริการตลอดทั้งวัน

Categories
ความรู้ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

มาทำความรู้จักกับ “สิงโตทะเล” กันเถอะ

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

       เชื่อว่าหลาย ๆ คน คงจะเคยมีโอกาสได้ไปเที่ยวชมสวนสัตว์กันมาบ้างแล้ว ซึ่งสวนสัตว์แต่ละแห่งก็จะมีสัตว์มากหน้าหลายตามาก ๆ และหนึ่งในนั้นก็คือ “สิงโตทะเล” ที่แค่ได้ยินชื่อก็คงจะเริ่มคิดถึงแมวน้ำกันขึ้นมา แต่ความเป็นจริงแล้วสัตว์ทั้งสองชนิดนี้นั้นก็มีความแตกต่างกันอยู่ ไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวกัน ดังนั้นก็ไม่ควรจำสลับกันนะคะ วันนี้บทความของเราก็มีเรื่องน่ารู้ดี ๆ ของเจ้าสัตว์ชนิดนี้มาฝากกันค่ะ 

สิงโตทะเล มีลักษณะอย่างไร

       สิงโตทะเล คือ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดหนึ่ง ที่มีแหล่งอาศัยอยู่ในแถบขั้วโลกเหนือ เนื่องจากเป็นสัตว์ที่อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศหนาว โดยสิงโตทะเลลักษณะของพวกมันจะมีความคล้ายคลึงกันกับแมวน้ำ แต่สิงโตทะเลจะมีลักษณะของใบหูที่เล็ก และมีครีบเป็นอวัยวะแทนส่วนขาที่สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้ นิสัยสิงโตทะเลจะมีความน่ารักและเป็นมิตร อย่างที่เราสามารถหาชมได้ตามสวนสัตว์ต่าง ๆ เนื่องจากการโชว์สิงโตทะเลนั้นเป็นที่ได้รับความนิยมมากจึงทำให้ใครหาย ๆ คนชื่นชอบกับการแสดงและเผลอยิ้มไปตาม ๆ กัน 

       สิงโตทะเล อาหารของพวกมันส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่สามารถหาได้จากแหล่งน้ำบริเวณที่พวกมันอาศัยอยู่ นั่นก็คือปลาและปลาหมึกนั่นเอง โดยปกติแล้วพวกมันจะมีอายุขัยอยู่ที่ประมาณ 20-30 ปีเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกับพะยูนอีกด้วย

สิงโตทะเล กับ แมวน้ำ ต่างกันอย่างไร

       ถือว่าคำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับคนที่สับสนระหว่างสิงโตทะเลกับแมวน้ำเลยก็ว่าได้ เนื่องจากสัตว์ทั้งสองชนิดนี้มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก แต่ก็สามารถจำแนกได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบริเวณครีบที่สิงโตทะเลจะมีครีบใหญ่กว่าและสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยครีบเหล่านั้น แต่แมวน้ำไม่สามารถทำได้ อีกทั้งขนาดสิงโตทะเลจะอยู่ที่ 2-3 เมตร โดยสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดก็คือสายพันธุ์สเตลลาร์ และด้วยความน่ารักของพวกมันนี้ทำให้มันถูกเรียกด้วยฉายาหนึ่งว่า “หมีทะเล” ซึ่งก็ถือว่าเหมาะสมกับพวกมันอย่างแท้จริง

บทสรุป 

       สิงโตทะเล เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกับพะยูน จะอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีความหนาวเย็นจัด โดยเฉพาะบริเวณขั้วโลกเหนือ เนื่องจากมีสภาพอากาศและอาหารที่พอเพียงต่อการดำรงชีวิต แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนั้นสามารถหาชมสิงโตทะเลได้ง่ายขึ้นจากสวนสัตว์นี้เอง

Categories
ความรู้ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

วอลรัส สัตว์ใหญ่แห่งขั้วโลกเหนือ 

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

        เมื่อพูดถึงสิงโตทะเลและแมวน้ำแล้ว สัตว์แห่งขั้วโลกเหนืออีกหนึ่งชนิดที่เราจะลืมเขาไปไม่ได้เนื่องจากความใหญ่โตและเขี้ยวอันน่ากลัวนั้นก็คือ “วอลรัส” ที่เรียกได้ว่าเป็นสัตว์ใหญ่แห่งขั้วโลกเหนือเลยทีเดียว วันนี้บทความของเราก็มีความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับเจ้าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดนี้ที่ใครหลาย ๆ คนอาจยังไม่รู้จักมาฝากกันค่ะ จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง มาดูไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ลักษณะโดยทั่วไปของวอลรัสที่คุณควรรู้

        วอลรัส คือ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่บริเวณอาร์กติก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็น ซึ่งวอลรัสเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกันกับพะยูนและสิงโตทะเล อีกทั้งยังมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับสิงโตทะเลอีกด้วย แต่ก็แยกอออกได้ไม่ยาก เนื่องจากวอลรัสลักษณะของมันจะเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ ลำตัวยาวสีน้ำตาล มีหนวดคล้ายสิงโตทะเล บริเวณผิวหนังจะมีความขรุขระ มีครีบที่ใช้ในการเคลื่อนที่ และมีเขี้ยวยาวที่ยื่นออกมานอกปาก ซึ่งสาเหตุที่มีเขี้ยวยาวนั้นก็เพื่อเรียกร้องความสนใจต่อเพศตรงข้าม อีกทั้งยังใช้เขี้ยวในการหาอาหารอีกด้วย

        อาหารวอลรัสก็จะเป็นอาหารที่อยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งได้แก่ หอย กุ้ง รวมถึงผักอย่างแตงกวา นิสัยวอลรัสจะมีความคล้ายคลึงกับสิงโตทะเลอยู่มาก ซึ่งนั่นก็คือความน่ารักที่แผ่ออกมาจนลืมไปเลยว่าเขาเป็นสัตว์ใหญ่ที่มีเขี้ยวยาวยื่นออกมาดูน่ากลัว แต่กลับแสดงอาการน่ารักและเป็นมิตรออกมาในเวลาเดียวกันได้อย่างลงตัวนั่นเอง 

วอลรัสตัวแรกของเอเชียอยู่ที่ประเทศไทย

        วอลรัสตัวแรกของเอเชียนั้นถูกนำมาจัดแสดงครั้งแรกที่ประเทศไทย คู่กับสิงโตทะเล จึงได้เป็นโชว์วอลรัสกับสิงโตทะเลออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งถูกจัดขึ้นที่สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์นี้เอง โดยขนาดวอลรัสนั้นจะมีขนาดของลำตัวที่ใหญ่มาก ๆ จนได้ฉายาว่า “ช้างทะเล” ซึ่งขนาดตัวโดยเฉลี่ยของมันจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ใช้ได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามหากไม่พูดถึงรูปพรรณของสัตว์ชนิดนี้แล้วก็ถือว่าไม่ได้ดุร้ายอีกทั้งยังเป็นมิตรและสร้างรอยยิ้มให้แก่นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

บทสรุป 

        วอลรัส เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ จัดอยู่ในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สามารถพบเห็นได้มากในบริเวณอาร์กติกที่มีอากาศหนาวเย็น ซึ่งในประเทศไทยของเราก็มีสัตว์ชนิดนี้ให้ได้ชมเช่นกัน หากใครเริ่มหลงรักสัตว์ตัวนี้แล้วก็รีบบึ่งไปที่สวนสัตว์เพื่อชมความน่ารักของมันกันได้เลยค่ะ

Categories
ความรู้ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

เต่าหัวค้อน เต่าทะเลหัวโต ต้วมเตี้ยม สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นกันแล้ว

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

     เต่าหัวค้อน ( Loggerhead Turtle ) หรือ เต่าล็อกเกอร์เฮด , เต่าจะละเม็ด , เต่าตาแดง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Caretta caretta ( Linneaus , 1758 ) ถูกจัดอยู่ในวงศ์ CHELONIOIDEA ซึ่งเต่าทะเลชนิดนี้เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Caretta 

     พบมากในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกและพบได้ประปรายในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนในเอเชียอาจมีพบบ้างในเขตอบอุ่นทางประเทศอินโดนีเซียและญี่ปุ่น ในประเทศไทยไม่พบการขึ้นมาวางไข่เป็นเวลานานกว่า 20 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้พบมีเต่าหัวค้อนติดอวนของชาวประมงในจังหวัดสตูล ได้นำกลับมารักษาอาการบาดเจ็บจนหายดีและปล่อยกลับลงทะเลในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2551 ปัจจุบันขึ้นสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

ลักษณะทั่วไปของเต่าหัวค้อน 

     เต่าหัวค้อนมีลักษณะทางกายภาพทั่วไปคล้ายคลึงกับเต่าหญ้าและเต่าตนุ โดยจะมีเกล็ดบนหัวบริเวณด้านหน้าจะมี 2 คู่ ( เหมือนเต่าหญ้า ) มีเกล็ดบนกระดองหลังบริเวณริมกระดองด้านข้างนับได้ 5 เกล็ด หรือเรียกว่า 5 แผ่น ซึ่งลักษณะของเต่าส่วนนี้จะแตกต่างจากเต่าทะเลชนิดอื่น ๆ

     กระดองมีรูปทรงโค้งมนและจะเรียวแหลมบริเวณส่วนท้ายกระดอง มีสันแเข็งที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน กระดองจะมีน้ำตาลอมแดงหรืออมส้ม มีจุดเด่น คือ มีหัวขนาดใหญ่ ส่วนเท้าจะมีเล็บยาวยื่นออกมาข้างละ 1 เล็บ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีกระดองยาวเฉลี่ยประมาณ 85 เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 120 กิโลกรัม 

วิถีการดำรงชีวิตของเต่าหัวค้อน

     เต่าหัวค้อนมักจะอาศัยตามชายฝั่งน้ำตื้นที่มีอุณหภูมิมากกว่า 20 องศาเซลเซียส อาหารของเต่าทะเลชนิดนี้จะเป็นจำพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก และสัตว์น้ำขนาดเล็กชนิดอื่น ๆ โดยมันจะใช้จะงอยปากอันแหลมคมและขากรรไกรที่แข็งแรงเป็นเครื่องมือในการล่าเหยื่อและใช้บดเคี้ยวอาหารที่มีเปลือกหรือกระดองแข็ง 

     ปัจจุบันเต่าหัวค้อนมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจมาจากปริมาณขยะในท้องทะเลที่เพิ่มมากขึ้น สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ภาวะโลกร้อน และการถูกรบกวนจากมนุษย์ ฯลฯ

     อีกทั้งเพศของลูกเต่าจะถูกกำหนดได้โดยอุณหภูมิใต้ผืนทรายบริเวณที่แม่เต่าไปวางไข่ ( ไม่ได้กำหนดด้วยโครโมโซม ) หากอุณหภูมิอยู่ในระดับที่เหมาะสมลูกเต่าก็จะมีสัดส่วนเพศผู้และเพศเมียที่สมดุลกัน โดยถ้ามีอุณหภูมิสูงจะได้ลูกเต่าเพศเมียและถ้าอุณหภูมิเย็นก็จะได้ลูกเต่าเพศผู้ ดังนั้นเมื่อโลกมีสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปก็ย่อมจะส่งผลให้อัตราส่วนของเต่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้ง่ายขึ้น

 

 

แทงบอล

Categories
ความรู้ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

กบศรพิษเหลืองดำ กบตัวจิ๋วพิษร้ายที่ฆ่าคนได้ถึง 10 คน

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

       กบศรพิษเหลืองดำ ( Golfodulcean poison frog ) เป็นกบมีพิษที่จัดอยู่ในวงศ์ DENDROBATIDAE มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Phyllobates vittatus มีลักษณะเป็นกบพิษสีเหลืองมีสีสันสดใสมีโทนสีดำ-เหลืองตัดกัน แม้จะมีสีสันสวยงามแต่ความจริงแล้วกลับมีพิษที่ร้ายแรงมาก พบว่าพิษของกบศรพิษเหลืองดำเพียง 1 ตัว ( พิษ 5 ไมโครกรัม ) สามารถฆ่าคนได้ถึง 10 คนและค่าหนูได้มากถึง 20,000 ตัวเลยทีเดียว กบพิษสีเหลืองสายพันธุ์นี้พบมากในบริเวณป่าเขตฝนของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ อาทิเช่น ประเทศชิลี บราซิล และกายอานา พิษของมันมักถูกนำมาใช้เป็นยาพิษอาบลูกดอกของพวกอินเดียนแดง

ลักษณะของกบศรพิษเหลืองดำ

       กบศรพิษเหลืองดำเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 1-5 เซนติเมตร โดยกบในตระกูลนี้มักจะมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็จะมีสีสันและลวดลายแตกต่างกันออกไป เช่น สีเหลือง สีดำ สีแดง สีส้ม สีฟ้า สีชมพู สีเขียว ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นดิน กาบต้นไม้ ป่าสับปะรด ใต้ใบไม้ ฯลฯ ชอบออกหากินในตอนกลางวันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากนับจำนวนกบในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ก็จะมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 220 สายพันธุ์ และในจำนวน 220 สายพันธุ์นั้นมี100กว่าสายพันธุ์ที่เป็นสายพันธุ์ของกบลูกดอกพิษ ซึ่งกบศรพิษเหลืองดำก็จัดเป็นกบมีพิษจำพวกนั้นด้วย

       แม้ว่ากบศรพิษเหลืองดำ จะมีขนาดเล็กน่ารักและมีสีสัน-ลวดลายที่สวยงามมากเพียงใดก็ตาม เมื่อมารู้ถึงอานุภาพของพิษที่กบพิษสีเหลืองชนิดนี้มีอยู่แล้วก็แทบจะหดมือกลับไม่ทันกันเลยทีเดียว โดยกบศรพิษเหลืองดำจะมีต่อมผลิตพิษที่ร้ายแรงมากเป็นสารเคมีประเภทอัคคาลอยด์ที่จะไปออกฤทธิ์ระหว่างจุดประสานเซลล์ประสาทและระหว่างประสาทกับกล้ามเนื้อ โดยจะเป็นประเภทที่ไปละลายในสารละลายอินทรีย์สามารถทำให้มนุษย์หรือสัตว์ขนาดใหญ่ตายได้เพียงแค่ไปสัมผัสโดนพิษเท่านั้นเอง ได้มีการจัดอันดับสัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลกก็ปรากฏว่ากบมีพิษในตระกูลนี้ติดอยู่ในอันดับด้วยเพราะด้วยพิษเพียง 5 ไมโครกรัม ก็สามารถฆ่ามนุษย์ได้ถึง 10 คนและหนูได้มากถึง 20,000 ตัว แต่สีสันของกบก็ไม่อาจใช้เป็นตัวตัดสินความมีพิษได้เสมอไปกบบางสกุลอาจไม่ได้มีสีสันสดใสแต่ก็มีพิษร้ายแรงได้เช่นเดียวกัน

การผสมพันธุ์ของกบศรพิษเหลืองดำ

       กบพิษสีเหลืองชนิดนี้มักจะมีพฤติกรรมการผสมพันธุ์โดยตัวผู้จะไม่กอดรัดตัวเมีย แต่ถ้าจะมีการกอดรัดก็จะเป็นการกอดรัดบริเวณหัวเป็นส่วนใหญ่ เมื่อมีการผสมพันธุ์กันเรียบร้อยแล้วกบตัวเมียดก็จะไปวางไข่บนพื้นหญ้าหรือบนต้นไม้แล้วคอยเฝ้าดูแลไข่อยู่ใกล้ๆ เมื่อไข่ฟักตัวเป็นลูกอ๊อดในช่วงแรกลูกอ๊อดจะอาศัยอยู่เกาะบนหลังของพ่อกบหรือแม่กบก่อนระยะหนึ่ง จากนั้นเมื่อเจริญเติบโตแข็งแรงดีแล้วก็จะลงน้ำและออกหากินตามธรรมชาติต่อไป ปัจจุบันนี้พบว่ากบศรพิษเหลืองดำอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์แล้ว

Categories
สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

กบแก้ว เจ้าสัตว์ตัวน้อยที่มาพร้อมความโปร่งใสและสีสันโดดเด่นสะดุดตา

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

           กบแก้ว สายพันธุ์เอกวาดอร์ หรือ Hyalinobatrachium yaku เป็นสายพันธุ์ที่เพิ่งถูกค้นพบ เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่จัดอยู่ในตระกูล Centrolenidae พบได้ในพื้นที่ป่าฝนในประเทศแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ประเทศบราซิล คอสตาริกา โคลัมเบีย กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เม็กซิโก และปานามา กบแก้วมีจุดเด่น คือ ผิวมีความโปร่งใสราวกับแก้วสามารถมองทะลุเห็นอวัยวะภายในได้อย่างชัดเจนจึงเป็นที่มาของชื่อ กบแก้ว นั่นเอง

ลักษณะโดยทั่วไปของกบแก้ว 

           กบแก้ว เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีลำตัวยาวประมาณ 0.8 นิ้ว มี 4 ขา ผิวมีลักษณะเป็นเมือกลื่นๆ ตัวมีสีเขียวหรือน้ำตาลแตกต่างกันไปซึ่งในส่วนของสีผิวจะมีสีอะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ กบแก้วมีผิวหนังโปร่งใสสามารถมองทะลุไปเห็นอวัยวะภายในได้อย่างชัดเจน มีเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีอยู่ทั้งหมดราวๆ 150 สายพันธุ์ ก่อนหน้านี้ได้พบอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ประเทศเปรูนั่นก็คือ H. pellucidum แต่สายพันธุ์ที่มีความน่าสนใจและสายพันธุ์ที่มีความโปร่งใสมากที่สุดก็คือสายพันธุ์ Hyalinobatrachium yaku ของประเทศเอกวาดอร์นั่นเอง

ลักษณะการวางไข่และการขยายพันธุ์ของกบแก้ว

           กบแก้วสามารถออกไข่ได้ครั้งละประมาณ 18-30 ฟอง โดยจะวางไข่บนใบไม้ที่อยู่ใกล้ๆกับบริเวณริมน้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ตามต้นไม้และบางครั้งอาจจะเห็นพวกมันกระโดดอยู่บนผิวน้ำไปมา การขยายพันธุ์กบแก้วจะทำได้ก็ต่อเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมเท่านั้น เนื่องจากกบแก้วเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างเปราะบางมากจึงทำให้การขยายพันธุ์เป็นไปได้ยาก ต้องรอให้มีความเหมาะสมทางธรรมชาติและความสมดุลทางธรรมชาติเสียก่อน ด้วยเหตุนี้จึงทำได้เพียงการปล่อยให้ขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติ

สาเหตุที่ทำให้กบแก้วตกอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจที่จะพยายามศึกษาว่าเพราะเหตุใดกบแก้วจึงวิวัฒนาการตัวเองมาให้มีความโปร่งใสเช่นนี้ ซึ่งอาจจะดูผิดวิสัยของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั่วไป โดยมีการสันนิษฐานว่าอาจมีการวิวัฒนาการให้ตัวโปร่งใสเพื่อการพรางตัวที่แนบเนียนและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้มากขึ้น นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบว่าเจ้ากบแก้วสามารถเดินทางไกลเพื่อไปขยายพันธุ์ได้ โดยรายงานพบว่าสามารถขยายพันธุ์ได้ไกลถึง 110 กิโลเมตร จากจุดที่เป็นแหล่งที่อยู่ของมัน และอาจมีการขยายพันธุ์ไกลออกไปเรื่อยๆ

           แต่ในปัจจุบันกลับพบว่ากบแก้วมีจำนวนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และมีภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ได้เนื่องจากมลพิษทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและการถูกคุกคามจากมนุษย์ โดยอิงข้อมูลปัจจุบันพบว่ากบแก้วทั่วโลกเหลืออยู่ประมาณ 5,000 ตัวเท่านั้น หากเราไม่เริ่มช่วยกันอนุรักษ์ตั้งแต่ตอนนี้อีกไม่นานคนรุ่นลูกรุ่นหลานอาจจะไม่มีใครได้เห็นและอาจไม่มีใครรู้จักกบแก้วตัวเป็นๆอีกต่อไปก็ได้

 

Categories
สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

“สิงโตทะเล”มีขนเหมือนสิงโตบนบกหรือไม่

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

มีเด็กตัวเล็กเข้ามาถามว่าสิงโตทะเลนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร หน้าตาเหมือนกับสิงโตที่เราเห็นในสวนสัตว์กันหรือไม่ ผู้ใหญ่บางคนก็ยังไม่เคยรู้และยังไม่เคยเห็นกับสิงโตทะเลมาก่อน ก็ไม่สามารถที่จะตอบให้กับเด็กได้สำหรับผู้ที่รู้แล้วก็คงจะตอบได้ไม่ยากมากนักว่ามันหน้าตาเป็นเช่นไร ต้องบอกโดยพื้นฐานกันก่อนว่าสัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณน้ำทะเลไม่ได้เป็นสัตว์บกแต่อย่างใดพื้นผิวของเขาจะอยู่ตามชายหาดตามสถานที่ต่างๆ สิ่งที่เห็นได้อย่างเด่นชัดของสิงโตทะเลมันก็ขนาดตัวที่ใหญ่และเมื่อโตเต็มวัยก็จะมีเขี้ยวที่ยาวตามไปด้วย

อาหารการกินของสิงโตทะเล

สิงโตทะเลใช้ชีวิตคล้ายๆกับแมวน้ำจะว่าไปแล้วหลายคนที่ไม่เคยได้เห็นตัวจริงอาจจะแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่า ตัวไหนคือสิงโตทะเลและตัวไหนคือแมวน้ำ เพราะถ้าสิงโตทะเลนั้นขนาดยังไม่โตเต็มวัยจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกับแมวน้ำเป็นอย่างมากและการใช้ชีวิตการหากินต่างๆก็จะไม่ได้แตกต่างจากแนวหน้า ด้วยความที่อาศัยอยู่ริมทะเลอยู่ตามชายหาดอาหารหลักของพวกเขาก็คือปลาในท้องทะเลสิ่งมีชีวิตตัวเล็กในท้องทะเลนั่นเอง

ขนาดความใหญ่โตของสิงโตทะเล

สิงโตทะเลนั้นมีขนาดความใหญ่โตที่จัดได้ว่าเกือบจะเท่ากับรถยนต์คันเล็กๆ 1 คันกันเลยทีเดียว น้ำหนักเมื่อโตเต็มวัยนั้นมีน้ำหนักมากกว่า 1000 กิโลกรัมขึ้นไป และเมื่อตัวใหญ่ขนาดนั้นสิ่งที่ตามมานั่นก็คือสัตว์ใหญ่มักจะดุร้ายสัตว์ชนิดนี้จัดว่าเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างดุร้ายเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ตัวใหญ่และมีพลังมหาศาลสามารถทำลายทุกสิ่ง เคยมีคนได้ถ่ายคลิปวีดีโอตอนที่สิงโตทะเลนั้นทำการทำลายรถที่จอดอยู่ที่ริมหาดเขาสามารถคลิกรถให้กลับด้านอีกข้างอย่างง่ายดาย ลองนึกดูง่ายๆถ้าเกิดว่ามาทำร้ายคนก็คงจะเสียชีวิตไม่ทันที แต่ถ้าสิงโตทะเลอยู่บนบกเราก็ค่อนข้างจะปลอดภัยเป็นอย่างมากเพราะการเคลื่อนตัวของสิงโตทะเลบนบกนั้นเคลื่อนตัวได้ช้า ไม่เหมือนกับการได้อยู่ในท้องทะเลเมื่อไหร่ที่อยู่ในน้ำสิงโตทะเลจะมีความปราดเปรียวเป็นอย่างมากเรียกว่าเก่งในน้ำแต่ช่วงเช้าบนบก

ปัจจุบันสิงโตทะเลมีจำนวนเท่าไหร่

ปัจจุบันสิงโตทะเลมีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก เพราะมีคนที่ต้องการหนังของเขาไปทำเครื่องประดับทำเครื่องนุ่งห่มต่างๆ รวมถึงเขี้ยวที่มีความยาวและสวยงามก็มีคนอยากจะนำไปประดับบารมีของตนเองไว้ ก็เลยมีการล่าอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ใครที่มีไว้ครอบครองก็ถือว่าผิดกฎหมายถูกจับอย่างแน่นอน ปล่อยให้เขาอยู่ในระบบนิเวศควบคุมระบบนิเวศถือว่าดีที่สุด

Categories
สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

‘แมวน้ำ’ หน้าตาจะเหมือนแมวขนปุยหรือไม่

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

หลายคนรู้จักแมวน้ำกันเป็นอย่างดีแต่ก็มีบางคนที่ยังไม่รู้จักแล้วนะมาก่อน แค่พูดคำว่าแมวหลายคนก็คิดว่าก็น่าจะคล้ายๆกันมีขนปุกปุยน่ารักดวงตาที่สดใส ยิ่งโดยเฉพาะเด็กที่ยังไม่รู้จักว่าการพ้องเสียงชื่อแมวเหมือนกันนั้น แต่รูปร่างหน้าตานี้ไม่ได้เหมือนกันแม้แต่นิดเดียวเลย จะว่าไปแล้วแมวน้ำนั้นหน้าตาจะไปละม้ายคล้ายคลึงกับสิงโตทะเลมากกว่าแต่รู้หรือไม่ว่าแมวน้ำนั้นก็เป็นสัตว์ที่น่ารักไม่น้อย ถ้าถูกฝึกและถูกสอนเป็นอย่างดีก็กลายเป็นสัตว์ที่แสนรู้แสนฉลาดโชว์ความสามารถได้หลากหลาย หลายคนที่เคยได้ดูแมวน้ำโชว์การละเล่นโชว์การแสดงต่างๆก็เกิดหลงรักไปโดยไม่รู้ตัว

อาหารการกินของแมวน้ำ

แมวน้ำเป็นสัตว์ที่อยู่ริมชายหาดทะเลจะอาศัยอยู่บนบุกเป็นส่วนใหญ่แต่เวลาที่หาอาหารก็จะใช้วิธีการลงทะเลหาสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยจำพวกปลาเล็กปลาน้อย หรือกุ้งหอยปูปลาต่างๆมากินเป็นอาหาร ทักษะการล่าอาหารของแมวน้ำ มีลีลาเฉพาะตัวเป็นอย่างมากเมื่อเวลาที่อยู่ในน้ำเขาจะมีลีลาที่โดดเด่นการว่ายน้ำที่รวดเร็ว เมื่อไหร่ที่เจอเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นปลาเล็กปลาน้อยหรือจะเป็นปลาที่ขนาดใหญ่พอตัวที่สามารถจะจับได้ เขาจะมีลีลาในการว่ายน้ำตามปลาตัวนั้นอย่างไม่ลดละเมื่อตั้งเป้าจะจับปลาแล้วไม่ว่าปลาจะว่ายน้ำเร็วเท่าไหร่ แต่สำหรับแมวน้ำนั้นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมากเมื่อพุ่งไปที่เป้าหมายแล้วแทบจะไม่มีคำว่าพลาดกันเลย

นิสัยแมวน้ำนั้นดุร้ายไม่ใช่เล่น

แมวน้ำนิสัยไม่ได้น่ารักเหมือนกับแมวบ้านที่เราเลี้ยงกัน โดยพื้นเพของเขาแล้วจะมีความดุร้ายพอตัวโดยเฉพาะตอนที่เขาเลี้ยงลูกจะมีความสงสารลูกเป็นอย่างมาก ใครที่เข้าใกล้โดยคิดว่าแมวน้ำนั้นน่าจะมีความน่ารักเหมือนกับที่เราได้เห็นในสวนสัตว์อาจจะคิดผิดก็เป็นได้ การที่เจอสัตว์ในธรรมชาติที่ไม่ได้ผ่านการเลี้ยงหรือผ่านการฝึกฝนมาก่อนทางที่ดีที่สุดเราควรจะอยู่ห่างมองแต่เพียงสายตาใครๆ หรืออยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่เวลาที่เราไปเที่ยวตามสถานที่ธรรมชาติ ศึกษาพฤติกรรมของเขาจากการบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่จะเป็นการดีที่สุด ถ้าไม่มีความรู้และไม่เข้าใจพฤติกรรมของสัตว์ แนะนำให้อยู่ห่างไว้ก่อนเพื่อป้องกันตัวเองก่อนที่ภัยจะมาถึงดีที่สุด

แมวน้ำเป็นสัตว์ที่ฝึกได้

ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าหรือสัตว์ที่เลี้ยงน่ารักสวยงามเราสามารถประดับมาฝึกได้ ถ้าเราเข้าใจพฤติกรรมของเขาไม่ว่าจะฝึกด้วยวิธีการแบบไหนให้เรียนรู้หรือให้เชื่อฟังคำสั่งก็สามารถที่จะฝึกสอนได้ตลอด แต่ถ้าจะนำมาฝึกจริงๆควรจะเลือกแมวน้ำที่มีอายุน้อยเข้าตำราอย่างที่ทุกคนว่าไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก ถ้าโตเกินวัยไปก็จะฝึกยากไปตามอายุก็เช่นกัน

Categories
สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

เรื่องของซาลาแมนเดอร์ สัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำสุดเจ๋ง

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

ซาลาแมนเดอร์ สามารถรักษาตัวเอง หรือเยียวยาตัวเองได้ด้วยการงอกอวัยวะขึ้นมาใหม่

ซาลาแมนเดอร์ เป็นชื่อเท่ห์ๆ ของสัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ ที่หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินแต่ชื่อ แต่สำหรับบางคนซาลาแมนเดอร์ถือเป็นสัตว์เลี้ยงแสนคูล ที่ใครมีไว้ในครอบครองก็ดูเจ๋งสุด

การงอกใหม่ของซาลาแมนเดอร์

เรื่องของซาลาแมนเดอร์ สัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำสุดเจ๋ง

ซาลาแมนเดอร์ เป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง มีรูปร่างคล้ายตะกวด ซาลาแมนเดอร์ส่วนใหญ่มีขาหน้า 2 คู่ และมีหาง พวกมันมีลักษณะผิวหนังที่คล้ายกับสัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำอื่นๆ พร้อมทั้งมีต่อมเมือกที่ผิวหนังทีาช่วยในการหายใจ และมีต่อมพิษสำหรับการป้องกันตัว รวมถึง เพื่อใช้ดึงดูดเพศตรงข้ามด้วย ในประเทศไทยจะสามารถพบเจ้าซาลาแมนเดอร์นี้ได้ตามภูเขาสูงของทางภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเช่น ดอยอินทนนท์ ดอยเชียงดาว ดอยสุเทพ เป็นต้น

ซาลาแมนเดอร์ตัวโตเต็มวัยแต่ละสายพันธุ์มีขนาดที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 3 เซนติเมตร ไปจนถึงขนาด 2 เมตร แต่ความน่าสนใจเกี่ยวกับซาลาแมนเดอร์ก็คือ พวกมันสามารถรักษาตัวเอง หรือเยียวยาตัวเองได้ด้วยการงอกอวัยวะขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขา หาง หรือแม้แต่การซ่อมแซมหัวใจ หรือ สมองของมันเองได้ โดยที่เนื้อเยื่อส่วนที่เสียหายของซาลาแมนเดอร์จะถูกเปลี่ยนเป็นสเต็มเซลล์ ที่เจริญเติบโตไปเป็นเนื้อเยื่อต่าง ๆ กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท จนสามารถทดแทนอวัยวะที่หายไปได้อย่างสมบูรณ์ ดูๆไปแล้วก็รู้สึกอิจฉาเจ้าซาลาแมนเดอร์นี่เสียจริง

ความน่าทึ่งของซาลาแมนเดอร์ 7 ปีอยู่นิ่งๆ ก็ไม่เป็นไร

ซาลาแมนเดอร์ถ้ำ หรือที่เรียกว่าตัวโอล์ม

อีกความน่าสนใจของเจ้าซาลาแมนเดอร์ก็คือ ซาลาแมนเดอร์สามารถอาศัยอยู่จุดเดิมๆ แบบไม่ขยับเขยือนไปไหนเลยได้นานถึง 7 ปี ความน่าทึ่งของซาลาแมนเดอร์สายพันธุ์นี้เป็นซาลาแมนเดอร์ถ้ำ หรือที่เรียกว่าตัวโอล์ม ที่โดยปกติแล้วจะมีลักษณะตาบอด ชอบอาศัยอยู่ตามถ้ำมืดที่มีธารน้ำไหลในแถบยุโรปกลางหรือยุโรปตะวันออก ตัวโอล์มมักจะใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้า และสามารถมีชีวิตยืนยาวถึง 100 ปี และอีกความน่าทึ่งของซาลาแมนเดอร์สายพันธุ์นี้ก็คือ พวกมันจะมีการเคลื่อนไหวเพื่อการผสมพันธุ์ทุกๆ 12 ปีครึ่ง ที่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะมีสัตว์สายพันธุ์ไหนนิ่งได้เท่าซาลาแมนเดอร์ถ้ำ หรือตัวโอล์มนี่อีกแล้ว

ซาลาแมนเดอร์อาจเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีหน้าตาประหลาด ทำให้เหล่าบรรดาผู้ที่ชอบเลี้ยงสัตว์แปลกนิยมมีไว้ในครอบครอง อย่างไรก็ตามหากคุณไม่แน่ใจว่ามีความพร้อมในการเลี้ยงหรือไม่ เราขอแนะนำว่าให้ปล่อยมันอยู่ตามธรรมชาติ น่าจะทำให้พวกมันมีความสุขมากกว่า

Categories
สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

อึ่งอ่าง กับการป้องกันตัวที่แสนชาญฉลาดของมัน

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

อึ่งอ่าง กับการป้องกันตัวที่แสนชาญฉลาด

เราอาจเคยได้ยินนิทานเกี่ยวกับอึ่งอ่างที่พองตัวจนท้องแตกตายกันมาแล้วเกือบทุกคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่านั่นคือวิถีการป้องกันตัววิธีหนึ่งของอึ่งอ่าง เราจะแนะนำให้คุณรู้จักอึ่งอ่างมากขึ้นใน อึ่งอ่าง กับการป้องกันตัวที่ชาญฉึ่ลาด

อึ่งอ่าง ชนิดและลักษณะทั่วไป

อึ่งอ่าง หรือ ที่บางคนเรียกสั้นๆ ว่า อึ่ง เป็นสัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ ที่พบได้มากในเขตทวีปเอเชีย อึ่งอ่างมีลักษณะเฉพาะตัวที่คล้ายกบ แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ซึ่งโดยทั่วไปอึ่งอ่างจะมีลำตัวเป็นเมือกลื่น และมีลักษณะลำตัวที่อ้วนกลมกว่ากบ อาหาร หรือ เหยื่อของเจ้าอึ่งอ่างได้แก่ แมลงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีพิษ มด ปลวก เป็นต้น พวกมันชอบใช้ชีวิตส่วนใหญ่ใต้ดิน พวกมันจะขุดดินลึกลงไปแล้วหลบซ่อนตัวอยู่ในนั้น และเมื่อฝนตกพวกมันจะพากันออกมาหาอาหารกินบนดิน ทำให้เราจะสามารถพบเห็นอึ่งอ่างได้ในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกติดต่อกันเป็นเวลาหลายๆ วัน

อึ่งอ่าง กับการป้องกันตัวที่แสนชาญฉลาด

เราสามารถพบอึ่งอ่างได้ถึง 436 ชนิด และ สามารถพบได้ 3 ชนิดในประเทศไทย ได้แก่

  1. อึ่งอ่างบ้าน หรือ อึ่งยางมีลำตัวเป็นสีน้ำตาลเข้ม แซมด้วยสีเหลืองที่ข้างลำตัว และบริเวณปากที่ส่วนหัว พวกมันมีขนาดโตเต็มที่อยู่ที่ประมาณ 7 เซนติเมตร มีลำตัวที่อ้วนกลม มีส่วนหัวกว้าง ผิวหนังเรียบลื่น แต่มีตะปุ่มตะป่ำอยู่ทั่วลำตัว
  2. อึ่งอ่างปากขวด หรือ อึ่งเผ้า เป็นอึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาอึ่งที่สามารถหาพบในประเทศ อึ่งชนิดนี้ไม่ได้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเนื่องจากมีการจับอึ่งปากขวดไปบริโภคเป็นจำนวนมาก รวมถึงอึ่งปากขวดยังสามารถนำไปขายได้ราคาดีด้วย
  3. อึ่งอ่างก้นขีด มีลักษณะทั่วไปเหมือนอึ่งอ่างบ้าน แต่จะมีขีดสีเหลืองอยู่ที่บริเวณก้น มีขนาดเล็กกว่า และหาเจอได้ยากที่สุดในบรรดาอึ่งทั้ง 3 ชนิด
อึ่งอ่างที่มีวิธีการป้องกันตัวในแบบที่แตกต่างออกไป

การป้องกันตัวของอึ่งอ่าง

ไม่ว่าสัตว์ชนิดไหนก็จะมีวิถีการป้องกันตัวที่แตกต่างกัน นั่นรวมไปถึงอึ่งอ่างที่มีวิธีการป้องกันตัวในแบบที่แตกต่างออกไป ซึ่งตัวการป้องกันของอึ่งอ่าง ก็คือ เมื่อพวกมันรู้สึกมีภัย พวกมันก็จะสูดลมหายใจเข้าท้องจนลำตัวพองอ้วนกลม คาดหวังที่จะใช้ขนาดที่ใหญ่ขึ้นของมันในการข่มขวัญศัตรู แต่หากมีศัตรูที่พยายามจะจับตัวมัน มันจะปล่อยเมือกลื่นๆ สีขาวออกมาเพื่อให้ศัตรูจับตัวมันได้ยากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่าไม่ว่าใครก็รักชีวิตของตน และพยายามสุดวิถีทางในการรักษาเอาตัวรอดเพื่อการมีชีวิตอยู่ต่อไป รวมถึงอึ่งอ่าง ถึงแม้ว่าระบบนิเวศได้มีการจัดสรรผู้ล่า และผู้ถูกล่าให้ดำรงอยู่ในธรรมชาติไว้อย่างลงตัวแล้ว ดังนั้นมนุษย์ผู้อยู่บนยอดของพีระมิดห่วงโซ่อาหารก็ควรจะล่าแค่เพื่อการดำรงชีวิตอยู่เท่านั้นไม่ใช่เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น